EOL System | ทดสอบภาษาอังกฤษ แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน


    Punctuation
Home  » Effective Writing  »  Punctuation
Headline : Punctuation คือ เครื่องหมายเว้นวรรคตอน หรือคือ เครื่องหมายที่ใช้เขียนกำกับคำ กลุ่มคำ ประโยค หรือข้อความให้เด่นชัดเพื่อให้อ่านได้ถูกต้อง และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะพบเครื่องหมายเว้นวรรคตอนในภาษาเขียนภาษาเขียน อาทิเช่น
Date : 29   กรกฏาคม   2554
View : 93488
By Big John
  
 Punctuation
การใช้เครื่องหมายเว้นวรรคตอน

อาจารย์จอห์น: กลับมาเจอกันอีกเช่นเคยนะครับ สัปดาห์นี้อาจารย์มีบทเรียนที่น่าสนใจมาฝากทุกคนอีกเช่นเคย ในสัปดาห์นี้เราจะมาศึกษาและทบทวนกฏเกณฑ์การใช้ Punctuation กันครับ อาจารย์เชื่อว่าเราและใครหลายๆคนยังใช้Punctuation อย่างผิดๆถูกๆกัน ดังนั้นวันนี้เรามาถือโอกาสทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน ทุกคนพร้อมหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้วส่งเสียงดังๆหน่อยครับ
ทุกคนในห้อง: พร้อมครับ/ค่ะ!
อาจารย์จอห์น: งั้นเรามาเริ่มต้นเข้าสู่บทเรียนกันดีกว่าครับ ก่อนอื่นก็ให้นักเรียนทุกคนเข้าใจก่อนว่า Punctuation คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ให้ทุกคนเข้าใจเป็นอันดับเบื้องต้นก่อน ก่อนที่จะเข้าไปสู่เนื้อหาในเชิงลึกรวมถึงกฏเกณฑ์การใช้ในลำดับต่อไป

          Punctuation คือ เครื่องหมายเว้นวรรคตอน หรือ เครื่องหมายที่ใช้เขียนกำกับคำ กลุ่มคำ ประโยค หรือข้อความให้เด่นชัดเพื่อให้อ่านได้ถูกต้อง และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะพบเครื่องหมายเว้นวรรคตอนในภาษาเขียนภาษาเขียน อาทิเช่น comma (,), Dash (−), Semi colon (;), hyphen (-), Slash (/),Full stop/ Period (.),Semicolon (;), Question mark (?), Exclamation mark (!), Apostrophe (’), Dots/ Ellipsis (…), Quotation marks (‘’) (“”), Square brackets ([ ]), Brackets( () ), Italics (ตัวเอน) เป็นต้น
บริททานีย์: อาจารย์คะหนูอยากทราบว่าการใช้เครื่องหมายเว้นวรรคตอน (Punctuation) มีความสำคัญอย่างไรคะอาจารย์?
อาจารย์จอห์น: เครื่องหมายเว้นวรรคตอนในภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากนะครับ เพราะเครื่องหมายเว้นวรรคตอนช่วยให้สามารถเขียนข้อความได้ชัดเจน การใช้เครื่องหมายวรรคตอนผิดที่ ก็อาจทำให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น
    
            No one is perfect.      = ไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ
            No, one is perfect.     = ไม่นะ ยังมีคนสมบูรณ์แบบ
            No price is too high.   = ไม่มีราคาใดที่สูงเกินไป
            No, price is too high.  = ไม่เอาราคาสูงเกินไป
อาจารย์จอห์น: ดังที่อาจารย์ได้อธิบายไปข้างต้นนักเรียนทุกคนคงจะเห็นแล้วนะครับว่าเครื่องหมายเว้นวรรคตอนนั้นความสำคัญมากขนาดไหน
นิโค: อาจารย์ครับแล้วเครื่องหมายเว้นวรรคตอน (Punctuation) นั้นเราจำแนกหรือแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภทครับ?
อาจารย์จอห์น: โดยทั่วไปแล้วเครื่องหมายเว้นวรรคตอนนั้นเราสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ มีดังต่อไปนี้

        (1) เครื่องหมายวรรคตอนภายนอกประโยค เช่น full-stop (.), Question mark (?), Exclamation (!), Quotation marks (“”), brackets (()) เป็นต้น
        (2) เครื่องหมายวรรคตอนที่อยู่ภายในประโยค เช่น comma (,), semicolon (;), colon (:), hyphen (-), dash (−) เป็นต้น

สเตฟานีย์: อาจารย์คะแล้วเครื่องหมายเว้นวรรคตอนแต่ละตัวมันมีหลักเกณฑ์การใช้อย่างไรคะอาจารย์?
อาจารย์จอห์น: ครับสำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้เครื่องหมายเว้นวรรคตอนในแต่ละตัวนั้น สามารถอธิบายรายละเอียดตามลำดับได้ดังต่อไปนี้

1.Full stop/ Period (.)
หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายเครื่องหมาย Full stop มีดังต่อไปนี้

- ส่วนใหญ่แล้วเราใช้จุด Full stop ตรงท้ายประโยคบอกเล่า (Affirmative sentence) และประโยคปฏิเสธ (Negative sentence) ยกเว้นประโยคคำถาม เช่น

       Big John loves riding the elephant so much.
       บิ๊ก จอห์นชอบการขี่ช้างเป็นชีวิตจิตใจ
 
       She has not been happy for years.
       หล่อนอยู่อย่างไม่มีความสุขมาหลายปีแล้ว

       They always keep in contact.
       เขาติดต่อกันเรื่อยๆ

       Don’t hesitate to ask what you doubt.

       อย่าประวิงเวลาที่จะถามในสิ่งที่คุณสงสัย

- บางครั้งเราจะพบเห็นการใช้จุด Full stop หรือ Period กับตัวย่อ เช่น

       Jan., e.g., a.m., p.m., etc., i.e., e.g., V.I.P., etc. เป็นต้น

- ใช้จุด period กับ อินเตอร์เน็ตและที่อยู่ E-mail address ที่เราเรียกว่าตัว Dot ตามภาษา IT เช่น

         http:// www.engtest.net
         http:// www.hotmail.com
         http://www.faceboo.com
         werewolf5000@hotmail.com เป็นต้น

2.Comma (,)
หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมาย Comma มีดังต่อไปนี้

- ใช้แยกคำ (Words) ในรายการ/ ในประโยค กล่าวคือกรณีที่มีการใช้คำประเภทเดียวกันหรือคำที่มีหน้าที่เหมือนกันหลายๆคำ จำเป็นที่จะต้องมี comma มาคั่นระหว่างคำและมักจะมีการละเว้นการเติม   comma หน้า and ตรงคำสุดท้ายของคำที่อยู่ในประเภทเดียวกัน เช่น

        Big John is very big-hearted, generous, sincere, friendly and honest. (ประโยคนี้มีการใช้ comma แยก/คั่น หน้าคำคุณศัพท์ (Adj.) เพราะมีคำคุณศัพท์หลายตัว)
       :บิ๊ก จอห์นเป็นคนใจดี ใจกว้าง จริงใจ เป็นมิตร และก็ซื่อสัตย์มากๆ

        จากประโยคข้างต้นนั้นมีคำคุณศัพท์ (Adjective) หลายตัว คือ big-hearted (ใจดี), generous (ใจกว้าง), sincere (จริงใจ), friendly (เป็นมิตร) และก็ honest (ซื่อสัตย์) ดังนั้นเมื่อคำคุณศัพท์มีหลายตัวตามหลักไวยากรณ์แล้วจะต้องมี comma คั่นหน้าคำคุณศัพท์(Adjective)แต่ละตัว และคำคุณศัพท์ตัวสุดท้ายที่มี and นำหน้ามักจะละเว้นไม่ใส่ comma

       Bill works as an academician, columnist, teacher, proofreader, interpreter and speaker at English World Co., Ltd. (ประโยคนี้มีการใช้ comma แยก/คั่นหน้าคำนาม (Noun) เพราะมีคำนามหลายตัว)


     :บิลทำงานเป็นนักวิชาการ คอลัมนิสต์ ฝ่ายพิสูจน์อักษร ล่าม และวิทยากรที่บริษัท English World จำกัด

      จากประโยคข้างต้นนั้นเราจะพบว่ามีคำนาม (Noun) อยู่ด้วยกันหลายตัวคือ academician (นักวิชาการ), columnist, teacher (ครู), proofreader (ฝ่ายพิสูจน์อักษร), interpreter (ล่าม) และก็ speaker (วิทยากร) ดังนั้นตามหลักไวยากรณ์จึงจำเป็นต้องมี Comma มาคั่นหน้าคำนามแต่ละตัวยกเว้นคำนามตัวสุดท้ายที่ตามหลัง and จะไม่เติม comma

      People in society live together peacefully, happily and harmoniously. (ประโยคนี้มีการใช้ comma แยก/คั่นหน้าคำวิเศษณ์ (Adverb) กรณีที่คำวิเศษณ์มีหลายตัว)


     จากประโยคข้างต้นนั้นเราจะพบว่าคำวิเศษณ์ (Adverb) นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายตัวคือ peacefully (อย่างสงบ), happily (อย่างมีความสุข) และก็ harmoniously ดังนั้นตามหลักไวยากรณ์จึงจำเป็นต้องมี Comma มาคั่นหน้าคำนามแต่ละตัวยกเว้นตัวคำวิเศษณ์ตัวสุดท้ายที่ตามหลัง and จะไม่เติม comma

- ใช้ comma คั่นหรือแยกวลี (Phrases) หรืออนุประโยค (clauses)ที่มีหลายๆตัว เช่น

        If you keep calm, take your time, concentrate and think ahead, then you’re likely to pass your test.
        ถ้าคุณรักษาใจให้สงบ ค่อยเป็นค่อยไป ตั้งใจและก็คิดไว้ล่วงหน้าว่าคุณจะสอบผ่าน จากนั้นมันเป็นไปได้ว่าคุณจะมีโอกาสสอบผ่านเอง

        After she had taken some medicine, she kept getting better.
        หลังจากที่เธอได้ทานยา อาการของเธอค่อยๆดีวันดีคืน

        If you go there tomorrow morning, you will see Big John for sure.
        ถ้าคุณไปที่นั่นในวันพรุ่งนี้เช้าคุณจะเจอ Big John แน่นอน

- ใช้ comma คั่นหน้าและหลัง clause ที่เพิ่มเข้ามาที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่ไม่มีความสำคัญหรือที่เรารู้จักกันคือ Non-defining Relative Clauses ตัวอย่างเช่น

        The Pennine Hills, which are very popular with walkers, are situated between Lancashire from Yorkshire .
        ยอดเขา Pennie Hills ซึ่งมีชื่อเสียงมากสำหรับนักเดินเขา ตั้งอยู่ระหว่าง Lancashire กับ Yorkshire

        จากประโยคข้างต้น which are very popular with walkers คือ Clause ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้มูลเพิ่มเติมแต่ก็ไม่มีความสำคัญคือจะมีหรือไม่มีก็ได้ ตามหลักไวยากรณ์ ต้องเติม Comma คั่นหน้าและหลัง clause เหล่านี้ด้วย

*** ไม่ใช้ comma คั่นก่อนและหลัง clause ที่ให้คำจำกัดความหรือขยายคำนามข้างหน้ามัน ตัวอย่างเช่น

     The hills that separate Lancashire from Yorkshire are called the Pennies.

-ใช้ comma แยก Main clause โดยเฉพาะ Main clause ที่ยาว ที่ถูกเชื่อมโดยคำเชื่อม (Conjunctive adverbs, Conjunctions) อาทิเช่น and, as, but, for, or เป็นต้น ตัวอย่างเช่น

     We had been looking forward to our holiday all year, but unfortunately it rained every day.
     พวกเราตั้งหน้าตั้งตารอวันหยุดพักร้อนตลอดทั้งปี แต่ช่างโชคร้ายฝนตกตลอดทั้งปี

- ใช้ comma แยกคำ (Word), วลี (Phrase), คำวิเศษณ์ (Adv.) หรือ adverbial clause ที่นำหน้าประโยค เช่น

     Oh, so that’s where it was.
     As it happens, however, I never saw her again.
     By the way, did you hear about Sue’s car?

- ใช้ comma กับคำถาม Question tag เช่น

     - It’s quite expensive, isn’t it?
     - You live in Bristol, right?

- ใช้ comma ก่อนและหลัง ‘pronoun + said’ ที่ใช้ในการเขียนบทสนทนา เช่น

       ‘Come back,’ she said.

- ใช้ comma ก่อนประโยคคำพูดสั้นๆ (quotation) เช่น

       Disraeli said, ‘Little things affect little minds’.

3.Colon (:)
การใช้ Colon นั้นมีหลักการและวิธีการดังต่อไปนี้

- ใช้เพื่อแนะนำรายการ เช่น

      These are our options : we go by train and leave before the end of the show; or we take the car and see it all.

- ใช้ Colon เติมข้างหน้า clause หรือ Phrase ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือขยาย Main clause ในการเขียนที่เป็นทางการ ตัวอย่างเช่น

     The garden had been neglected for a long time: it was overgrown and full of weeds.

- ใช้ในการแนะนำคำพูดหรือคำอ้างอิงซึ่งอาจจะถูกทำเป็นย่อหน้า
เช่น

     As Kenneth Morgan writes:the truth was, perhaps, that Britain in the year from 1914 to 1983 had not changed all that fundamentally.
Otherwise, however, have challenged this view…

4.Semicolon (;)
หลักการใช้ Semicolon มีดังต่อไปนี้

- ใช้แทนที่ comma ในการแยกส่วนประกอบในประโยคที่มี comma อยู่แล้ว เช่น

      She was determined to succeed whatever the cost; she would achieve her aim, whoever might suffer on the way.

- ใช้แยก Main clauses 2 main clause โดยเฉพาะ clause ที่ไม่มีคำเชื่อม conjunction เชื่อม ในการเขียนทางการ
ตัวอย่างเช่น

      She was already low in the sky; it would soon be dark.

5.Question mark (?)
หลักการใช้เครื่องหมายคำถาม (Question mark) มีดังต่อไปนี้

- ใช้ต่อท้ายประโยคคำถามที่เป็นการถามแบบตรงๆ (direct question) ตัวอย่างเช่น

      - Where is the car?
      - You’re leaving already?

- ไม่ใช้เครื่องหมายคำถามที่ไม่ใช่เป็นการถามตรงๆ (Indirect question) ตัวอย่างเช่น

     - He asked if I was leaving.
     - I wonder what his name is.

- ใช้กับวันที่ วันเดือนปีที่ที่ไม่แน่ใจ ตัวอย่างเช่น

    - John Marston (? 1575-1634)

6.Exclamation mark/ exclamation point (!)
หลักการใช้เครื่องหมายอุทาน/ ตกใจ/ เครื่องหมายอัศเจรีย์ มีดังต่อไปนี้

- ใช้เติมท้ายประโยคที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจ, สนุกสนานร่าเริง (Joy), โกรธ (Anger) หรือ สะเทือนใจ (Shock)และความรู้สึกที่รุนแรงอื่นๆ (Strong emotions) ตัวอย่างเช่น

    - That’s marvelous!
    - ‘Never!’ She cried.
- ในการเขียนทางการ เราสามารถใช้เครื่องหมายอุทานได้มากกว่า 1 ตัว และในบางกรณีอาจมีการใช้เครื่องหมายอุทานร่วมกับเครื่องหมายคำถาม ตัวอย่างเช่น

     ‘Your wife’s just given birth to triples.’
      ‘Triplets!?’

7.Apostrophe (’)
หลักการในการใช้ Apostrophe มีดังต่อไปนี้

- ใช้ Apostrophe เมื่อต้องการบ่งชี้ว่า สิ่งของหรือบุคคลเป็นของใครบางคน ของเขา/หรือของเธอ พูดง่ายๆก็คือจะใช้เครื่องหมายนี้ก็ต่อเมื่อต้องการแสดงความเป็นเจ้าของนั่นเอง ตัวอย่างเช่น

     - My friend’s brother
     - Big John’s English Columns
     - the waitress’s apron
     - King James’s crown/ King James’ crown
     - The student’s book
     - The women’s coats

- ใช้กับประโยครูปย่อ หรือประโยคที่ละบางส่วน เช่น

    - I’m (I am)
    - She isn’t there.
    - They’d (They had/ They would)
    - The summer of ‘ 89 (1989)

- ใช้ Apostrophe กับคำย่อที่เป็นพหูพจน์ ตัวอย่างเช่น
  
   - Roll your R’s (R’s ย่อมาจาก alveolar trill)
   - During the 1990’s (มาจาก 1990 centuries)

8.Hyphen (-)
การใช้ hyphen มีดังต่อไปนี้

- ใช้ hyphen ในการรวมคำหลายๆคำเป็นคำเดียวกัน หรือใช้รวมคำ 2 คำหรือมากกว่า 2 คำขึ้นไป ตัวอย่างเช่น

    - hard-hearted
    - fork-lift truck
    - happy-go-lucky
    - down-to-earth
    - cause-and-effect
    - above-mentioned
    - heart-broken

- ใช้ในการรวม Prefix (อุปสรรค) คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของคน สัตว์ สิ่งของ(Proper noun) เช่น

   - Pre-Raphaelite
   - Pro-European

- ใช้ในการเขียนตัวเลข เช่น

   - seventy-three
   - thirty-one

- บางครั้งในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ เราใช้ hyphen ในการแยก Prefix ที่ลงท้ายด้วยสระกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระเหมือนๆกัน ตัวอย่างเช่น

   - co-operate
   - Pre-eminent

- ใช้ hyphen กรณีที่ในประโยคมีข้อความยาว หรือเมื่อจบบรรทัดหรือบรรทัดไม่พอ จึงใช้ hyphen ต่อคำ ตัวอย่างเช่น

      - decide what to do in order to avoid mis -
  takes of this kind in the future

9.Dash (−)
การใช้ Dash นั้นมีหลักการดังต่อไปนี้

- ใช้ Dash แทน Colon หรือ Semi-colon ในการเขียนแบบไม่เป็นทางการ เพื่อบ่งชี้ว่าสิ่งที่ตามมาคือ ส่วนสรุปหรือของประโยคที่มาก่อนทั้งหมด ตัวอย่างมีดังต่อไปนี้

     - Men were shouting, women were screaming, children were crying – it was chaos.
       ผู้ชายตะโกน ผู้หญิงกรีดร้อง เด็กร้องไห้ นั่นคือความสับสนอลหม่าน

     - You’ve admitted that you lied to me – how can I trust you again?
       คุณยอมรับว่าคุณโกหกผม แล้วต่อไปผมจะเชื่อคุณได้อย่างไร?
- ใช้ เครื่องหมาย Dash คู่ (--) หรือเดี่ยว (−) เพื่อแยกประโยคแสดงความคิดเห็น (Comment)หรือความคิดที่เกิดขึ้นในภายหลัง (Afterthought) ในส่วนที่เหลือของประโยค ตัวอย่างเช่น

     - He knows nothing at all about it – or so he said.

10.Dots/ Ellipsis (…)
การใช้เครื่องหมาย Dots มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

- ใช้เครื่องหมาย Dots เพื่อบ่งชี้ว่ากลุ่มคำในประโยคในคำพูดที่เหลือนั้นได้ถูกละ (Omit) หรือถูกละเว้นตรงส่วนท้ายของประโยคสนทนา ตัวอย่างเช่น

      ...challenging the view that Britain … had not changed all that fundamentally.

11.Slash/ Oblique (/)
การใช้ Slash มีหลักการดังต่อไปนี้

- ใช้เพื่อแยกคำหรือวลีที่เป็นตัวเลือก
ตัวอย่างเช่น

     - have a pudding and / or cheese
     - single/ married/ widowed/ divorced

- ใช้ในอินเตอร์เน็ตและที่อยู่ E-mail address
ตัวอย่างเช่น

     - http://www.oup.com/elt/
     - http://www.engtest.net

12.Quotation marks (‘’) (“”)
การใช้เครื่องหมายอัญประกาศ หรือเครื่องหมายคำพูดมีหลักการใช้ดังต่อไปนี้

- ใช้กับคำพูด และเครื่องหมายเว้นวรรคตอน ในประโยค คำพูดโดยตรง (Direct speech)
ตัวอย่างเช่น

     - ‘Why on earth did you do that?’He asked.
     - ‘I’ll fetch it,’ she replied.

- ใช้เพื่อดึงความสนใจผู้อ่านให้สนใจคำที่ไม่คุ้นหรือผิดปกติในประโยคหรือในบริบท เช่น คำแสลงหรือสำนวนเป็นต้น หรือคำที่ใช้เพื่อต้องการผลลัพธ์พิเศษ เช่นคำเสียดสี เป็นต้น ตัวอย่างเช่น

     - He told me in no uncertain terms to ‘get lost’.
     - Thousands were imprisoned in the name of ‘national security.’

- ใช้กับชื่อบทความ หนังสือ กลอน บทละคร หนัง ชื่อเพลง ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

    - Keats’s ‘Ode to Autumn’
    - I was watching ‘Match of the day.’
    - Big John likes ‘Thor’ so much.

- ใช้กับคำพูดหรือคำกล่าวสั้นๆ เช่น

    - Do you know the origin of the saying: ‘A little learning is a dangerous thing?’

- ใช้ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน นิยมใช้เครื่องหมายคำพูดแบบเป็นคู่ (“”) หรือ Double quotation เช่น

    - “Help! I’m drowning!”

13.Brackets/ Parentheses ( () )
การใช้เครื่องหมาย Brackets มีหลักเกณฑ์การใช้ดังต่อไปนี้

- ใช้เพื่อแยกข้อมูลพิเศษหรือความคิดเห็นในส่วนที่เหลือของประโยค เช่น

     - Mount Robson (12 972 feet) is the highest mountain in the Canadian Rockies
     - He thinks that modern music (i.e. anything written after 1900) is rubbish.

- ใช้กับข้อข้อความที่ชี้บอกผู้อ่านให้ไปอ่านอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกัน เช่น

     - This moral ambiguity is a feature of Shakespeare’s later works (see Chapter Eight).

- ใช้กับตัวเลขหรือตัวหนังสือ/ ตัวอักษรในข้อความ/ประโยค เช่น

     - Our objectives are (1) to increase output, (2) to improve quality and (3) to maximize profits.

14.Square brackets, Brackets ([])

- ใช้กับคำที่เพิ่มเข้ามาที่ทำให้ประโยคคำพูดหรือคำกล่าวถูกตามหลักไวยยากรณ์ ตัวอย่างเช่น

     - Britain in [these] years was without…

15.Italics (ตัวเอน)

- ใช้เพื่อแสดงการเน้น เช่น

     - I’m not going to do it – you are.
     - …proposals which we cannot accept under any circumstances

- ใช้เพื่อบ่งชี้ชื่อหนังสือ บทละคร ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น

     - Joyce’s Ulysses
     - the title role in Puccini’s Tosca
     - a letter in The Times

- ใช้กับคำหรือวลีที่เป็นภาษาต่างประเทศ


    - the English oak (Quercus robur )
    - I had to renew my permesso di soggiorno (residence permit).

อาจารย์จอห์น: จากที่อาจารย์อธิบายมาข้างต้นนั้น เป็นเครื่องหมายเว้นวรรคตอนที่มักพบเห็นและนิยมใช้กันบ่อยๆในการเขียน หากว่านักเรียนคิดว่าสิ่งที่อาจารย์อธิบายไปในวันนี้ยังไม่ละเอียดพอหรือ ควรจะอธิบายเพิ่มเติมในส่วนใดก็สามารถเสนอแนะมาได้เลยนะครับ หรือถ้ามีปัญหาข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายเว้นวรรคตอน (Punctuation) หรือข้อสงสัยอื่นๆหรือไม่เข้าใจประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็สามารถสามารถยิงคำถามมาได้ครับ
ทุกคนในห้องเรียน: ไม่มีครับ/ ค่ะ!

        
Written & illustrated by Big John
References: Oxford Advanced Learner’s Dictionary
                           Grammar and Techniques of the English Language

คอลัมน์ English for You จัดทำขึ้นเพื่อจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (English Grammar) และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่านที่ต้องการพัฒนาการเขียน การอ่าน การพูด โดยจำลองเหตุการณ์ จำลองห้องเรียนขึ้นมาโดยมีครูกับนักเรียน คอลัมน์นี้จะนำท่านผู้อ่านเข้าไปสู่ห้องเรียนเสมือนจริง ท่านสามารถเข้ามาอ่านและเรียนรู้คอลัมน์ English for you ได้ทุกอาทิตย์ อย่าลืมติดตามกันนะครับ

ประชาสัมพันธ์ สำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์นี้ ที่มีความสนใจหรือประสงค์จะต่อยอดหรือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ ท่านทั้งทักษะการ ฟัง พูด อ่าน เขียน หรือโครงสร้างทางไวยากรณ์ของท่าน ท่านก็สามารถสั่งซื้อบัตร EOL Card เพื่อ Log in เข้าใช้ระบบฝึกฝนภาษาอังกฤษของ EOL ได้ทุกวัน โดยการสั่งจองหรือสั่งซื้อผ่านหน้าเว็ปไซต์ www.engtest.net หรือทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 02-170-8725 สำหรับท่านที่มีบัตร EOL card อยู่แล้วทั้งแบบ Personal card หรือ Corporate card ก็สามารถเข้าไปฝึกฝนภาษาอังกฤษของท่านได้ตลอดเวลาครับ

If you guys wish to enhance, excel or progress your English skills, you can feel free to purchase our EOL’s products to log in onto our EOL Based Online English System directly through our website: www.engtest.net or E-mail address: eol@engtest.net or the following number 02-170-8725. If you have your own EOL cards, you can feel free to log in to our EOL system so as to practise your English everyday.