| | | | | | | |
                    
    Complex Sentence (Part A)
Home  »  English for You  »  Complex Sentence (Part A)
Headline : ประโยคความซ้อน(Complex)นั้น (Complex sentence/ Relative clause) ประกอบด้วย ประโยคหลัก (Main clause/ Principal clause) และอนุประโยคหรือประโยคแฝง (Subordinate clause/dependent clause)
Date : 24   มกราคม   2554
View : 9121     Reply : 3
By Big John
  

Complex Sentence
ประโยคความซ้อน


 

  อาจารย์ จอห์น: สวัสดีครับทุกๆคน สัปดาห์ที่แล้วเราเรียนถึงเรื่อง compound sentence และการเชื่อมประโยครวมโดยใช้คำเชื่อมประสาน (Conjunctive Adverb) ในสัปดาห์นี้อาจารย์จะมาพูดถึงประโยค ความซ้อน (Complex Sentence) ซึ่งนักเรียนคงจะเคยได้ยินได้ฟัง ผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้วน๊ะครับ แต่อาจารย์จะมาทบทวนให้พวกเธอใหม่ ในแบบที่เข้าใจมากกว่าเดิม ก่อนที่อาจารย์จะพูดถึงเรื่องนี้ ไหนบอกอาจารย์มาได้ไหมว่าใครเคยเรียนเรื่อง ประโยคความซ้อนมาบ้างก่อนหน้านี้ ว่าไง เบียงก้า ธาเลีย? 
เบียงก้า/ธาเลีย: ค่ะ เคยค่ะ แต่ลืมไปหมดแล้วค่ะ
   อาจารย์จอห์น: ดีมาก! Good job! โอเค เอาล่ะครับไม่เป็นไร เรามาทบทวนเรื่องนี้พร้อมๆกันดีกว่า
ลุ๊ค: แล้วประโยคคำซ้อนนั้นมีลักษณะที่สำคัญอย่างไรครับอาจารย์
 อาจารย์ จอห์น: ในประโยคความซ้อนนั้น (Complex sentence/ Relative clause) ประกอบด้วย ประโยคหลัก (Main clause/ Principal clause) และอนุประโยคหรือประโยคแฝง (Subordinate clause/dependent clause)
ธาเลีย: อาจารย์คะ แล้วในประโยคความซ้อนประโยคประโยคหนึ่งนั้น เราสามารถมีประโยคหลักได้กี่ประโยคและมีอนุประโยคได้กี่ประโยคคะ มีจำกัดได้กี่ประโยค
 อาจารย์จอห์น: อืม...ธาเลียจ๊ะ ในประโยคความซ้อน (complex sentence) ประโยคหนึ่งนั้น จะมีประโยคหลัก (Main clause) เพียงแค่ประโยคเดียว เท่านั้นน๊ะครับ แต่อาจจะมี อนุประโยค (Subordinate clause) ได้หลายประโยค 
           อนุประโยค หรือประโยคแฝงนั้น จะขึ้นอยู่กับประโยคหลัก ถ้าประโยค complex sentence นั้นเป็น simple sentence แล้วอนุประโยคหรือประโยคแฝง ก็จะเสมือนหนึ่งเป็นคำๆดียวใน complex sentence นั้น โดยอาจทำหน้าที่เป็น คำนาม (noun), คำคุณคุณศัพท์ (adjective) หรือคำวิเศษณ์ (adverb) อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่อย่างคำนามเรียกว่า Noun clause คำคุณศัพท์ เรียกว่า Adjective clause และคำคำวิเศษณ์ เรียกว่า Adverb clause

ให้ทุกคนสังเกตประโยคทั้ง 3 ต่อไปนี้ 
        1. Last week, Kylie Minogue said that she will go to perform her live concert in the USA next 2 weeks.
           เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไคลี่ มินอฟ ได้แถลงออกมาว่าเธอจะไปแสดงคอนเสริต์ในประเทศสหรัฐฯ ในอีก 2 สัปดาห์หน้า
จากประโยคข้างต้น that she will go to perform her live concert in the USA next 2 weeks เป็น that clause หรือ noun clause ที่ทำหน้าที่อย่างคำนาม (n.) ตามหลังกริยา said เป็นกรรมของกริยา said
        2. Kylie chattered with the guy whose job is a veterinarian
                                 
          ไคลี่ สนทนากับชายหนุ่มคนนั้น คนที่ทำงานเป็นสัตว์แพทย์
จากประโยคข้างต้น whose job is a veterinarian เป็น adjective clause ที่ทำหน้าที่อย่างคำคุณศัพท์ (adj.) ตามหลังคำนาม guy ขยายคำนาม guy 
        3. Kylie stopped talking with that guy when her boyfriend came in.
                
จากประโยคข้างต้น when her boyfriend came in เป็น Adverb clause of time ทำหน้าที่อย่างคำวิเศษณ์ บอกเวลา ขยายกริยา (Verb)
ธาเลีย: อาจารย์คะ แล้วถ้าเราจะรวมประโยค 2 ประโยคให้เป็น complex sentence เราจะต้องใช้คำเชื่อมตัวไหนบ้างครับ
อาจารย์ จอห์น: เป็นคำถามที่ดีมาก ธาเลีย! ในการรวมประโยคในลักษณะนี้จะต้องอาศัยคำเชื่อมซึ่งเรียกว่า Relative pronoun คือ 
                      who [Adj.cl.]  =  (เขา, ผู้ซึ่ง, ผู้ที่) 
               whom [Adj.cl]  =  (เขา, ผู้ซึ่ง, คนที่) (ทำหน้าที่เป็นกรรม) 
              whose [Adj.cl.]  =  (ของเขา) (แสดงความเป็นเจ้าของ) 
               which [Adj.cl.]  =  (ซึ่ง) (ใช้กับสิ่งของ ความคิด สถานที่ ฯลฯ ไม่ใช้กับคน) 
why [Adv.cl. of reason]  =  (ทำไม) (ใช้บอกเหตุผล) 
where [Adv.cl. of place] =  (ที่ซึ่ง) (บอกสถานที่) 
  when [Adv.cl. of time] =  (เมื่อ) (บอกเวลา)
                   What [N.cl.] =  (อะไร) (ประธาน,กรรม)
                How [Adv.cl.] = (อย่างไร) (บอกลักษณะ)
       That [N. cl., Adj.cl.] = (คนที่, ผู้ซึ่ง, (กล่าว,พูด, บอก ฯลฯ) ว่า )
เมื่อคำ Relative pronoun รวมกับ ประโยคจะกลายเป็น อนุประโยค ( Subordinate clause/dependent clause) ในรูปแบบต่างๆกัน สามารถนำไปใช้กับประโยคหลัก (Main clause) ขยายคำนาม กริยา หรือเป็นกรรม ในประโยค
อนุประโยคแต่ละตัวนั้นจำแนกตามหน้า โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 
          ทำหน้าที่เป็น คำนาม (N.)ที่เรียกว่า Noun clause
          ทำหน้าที่เป็น คำคุณศัพท์ (Adj.) ที่เรียกว่า Adjective clause
          ทำหน้าที่เป็น คำวิเศษณ์ (Adv.) ที่เรียกว่า Adverb clause
Noun Clause
ประโยค noun clause ได้แก่ประโยคแฝงซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับคำนามคำหนึ่ง ซึ่งหน้าที่ของคำนาม อาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1. ประธาน (Subject) ของกริยา
        Ex., What best I can do now just keeps concentrating on working.
                 สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันทำได้ในตอนนี้ก็แค่ตั้งใจทำงานไปเรื่อยๆ
จากประโยคข้างต้น เราจะเห็นว่า What I can do now เป็น noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน (Subject) ของกริยา keeps
                 What you should do is just waiting.
                สิ่งที่คุณควรจะทำในตอนนี้ ก็คือแค่รอไปเรื่อยๆ
จากประโยคข้างต้น เราจะเห็นว่า What you should do เป็น noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน (Subject) ของกริยา is
2. กรรม (Object) ของกริยา (v.)หรือบุรพบท (preposition) 
       Ex., I think that she ought to promise with us, not to lie again
                 ผมคิดว่าหล่อนควรจะสัญญากับพวกเราว่าจะไม่โกหกอีก
จากประโยคข้างต้น เราจะเห็นว่า that she ought to promise with us, not to lie again. เป็น noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรม (object) ของกริยา think
       My English instructor always teaches that we have to be obedient to our parents.
             ครูสอนภาษาอังกฤษของผม สอนเสมอว่าพวกเราต้องเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่
จากประโยคข้างต้น เราจะเห็นว่า that we have to be obedient to our parents เป็น noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรม (object) ของกริยา teaches
             Aiden should be blissful with what he is doing.
             ไอเดน ควรจะมีความสุขกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่
จากประโยคข้างต้น เราจะเห็นว่า what he is doing เป็น noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรม (object) ของบุรพบท (preposition) with 
       So far, she is still proud of who she is.
             ปัจจุบันนี้ เธอยังภูมิใจในสิ่งที่เธอเป็น
จากประโยคข้างต้น เราจะเห็นว่า who she is เป็น noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรม (object) ของบุรพบท of
3. ส่วนเติมเต็มหรือขยายประธาน (Subjective complement)
  Ex., Practicing your English everyday is what you had better do.
             การฝึกฝนภาษาอังกฤษภาษาอังกฤษทุกๆวันเป็นสิ่งที่คุณควรจะทำ
จากประโยคข้างต้น What you had better do คือ ส่วนเติมเต็มประธาน Practicing your English everyday
            Practicing is what makes you perfect in English.
              การฝึกฝนคือสิ่งที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดีขึ้น
จากประโยคข้างต้น what makes you perfect in English คือ ส่วนที่เติมเต็ม ประธาน Practicing
              Money is what she needs all along.
              เงินทองคือสิ่งที่เธอต้องการมาโดยตลอด
จากประโยคข้างต้น what she needs all along คือส่วนที่เติมเต็มประธาน Money

***วิธีสังเกตว่า Clause ใดเป็น Noun clause***
1. Noun cause มักจะอยู่หลังคำ that ซึ่งแปลว่า “ว่า” ซึ่ง that ในกรณีเช่นนี้มักจะ
        (ก.) อยู่หลัง verb to be เช่น
               His belief is that strawberry grows in Chaing Rai.
               ความเชื่อของเขา ก็คือสตรอเบอร์รี่สามารถปลูกในจังหวัดเชียงราย
        (ข.) อยู่หลัง It is….. เช่น
              It is true that strawberry grows in Chiang Rai.
              เป็นความจริงที่ว่า สตรอเบอร์รี่สามารถปลูกในจังหวัดเชียงราย
        (ค.) เป็นคำซ้อนคำนาม เช่น
              His belief that strawberry grows in Chiang Rai is correct.
              ความเชื่อของเขาที่ว่า สตรอเบอร์รี่ สามารถปลูกได้ใน จังหวัดเชียงรายนั้นถูกต้อง
2. Noun clause มักจะอยู่หลังคำแสดงคำถามที่นำมาเป็นคำเชื่อม (ซึ่งก็มักจะแปลความ “ว่า”) เช่น
             I don’t know how I will help you.
             ผมไม่รู้ว่าจะช่วยคุณได้อย่างไร
จากประโยคข้างต้น I will help you อยู่หลังคำแสดงคำถาม how เป็น noun clause ทำหน้าที่เป็นกรรมของ กริยา know 
      I wonder whether he will get the money or not. 
            ผมยังสงสัย ว่าเขาจะหาเงินมาได้หรือไม่
จากประโยคข้างต้น whether he will get the money or not เป็น noun clause ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object) ของกริยา wonder

Adjective clause
ประโยค Adjective clause ได้แก่ประโยคแฝงซึ่งทำหน้าที่คุณศัพท์ (Adjective) คำหนึ่ง ซึ่งหน้าที่ของคำคุณศัพท์นั้นก็คือ ขยายคำนามหรือเสมอคำนาม (เช่น สรรพนาม หรือ gerund) เรามาดูตัวอวย่างการใช้ Adjective clause กันดีกว่าครับ
Ex., 
    - Tata Young sang the song, ‘Perfection’ which was written by Leona Lewis. 
                                                       
      ทาทายัง ร้องเพลง Perfection แต่งโดย ลีโอนาลิวอิส
จากประโยคข้างต้น which was written by Leona Lewis เป็น Adjective clause ตามหลังคำนาม song ขยาย (Modify) คำนาม song 
   - Jason Mraz sang and danced joyfully on the stage that adorned with the colorful neon lights and effects.                                           
                                                      
    เจสัน มราซ ร้องเพลงและก็เต้นอย่างสนุกสนาน บนเวทีที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟนีออนหลากหลายสีและมีเทคนิคพิเศษตระการตา
จากประโยคข้างต้น that adorned with the colorful neon lights and effects เป็น Adjective clause ตามหลังคำนาม stage ทำหน้าที่อย่างคำคุณศัพท์ ขยายคำนาม stage
    - I don’t know the place where she works. 
                      
     ผมไมรู้ว่า หล่อนทำงานอยู่ที่ไหน
จากประโยคข้างต้น where she works เป็น Adjective clause อยู่หลังคำนาม place ทำหน้าที่อย่างคำคุณศัพท์ ขยายคำนาม place
    - Kids are very naughty and disobedient. That is the reason why I dislike teaching kids.
                                                            
      เพราะเด็กดื้อ ซนและไม่ค่อยเชื่อฟัง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ชอบสอนเด็ก
จากประโยคข้างต้น why I dislike teaching เป็น Adjective clause อยู่หลังคำนาม reason ทำหน้าเป็น adjective ขยายคำนาม reason
    Please tell me the time when Shayne Ward will perform his live concert in Thailand. 
                       
        บอกผมได้ไหมว่า หนุ่มเชน วาร์ด จะแสดงคอนเสริต์ที่ประเทศไทยเมื่อไหร่
จากประโยคข้างต้น when Shayne Ward will perform his live concert in Thailand เป็น Adjective clause อยู่หลังคำนาม time ทำหน้าเป็น adjective ขยายคำนาม time

***วิธีสังเกตว่า clause ใดเป็น adjective clause ***
1. Adjective clause จะอยู่หลังคำ relative pronoun ซึ่งได้แก่ who, whom, whose, which , of which, that ตัวอย่างเช่น
Ex.,
       1. The girl to whom you talked last night is Kylie Minogue. 
          
           ผู้หญิงที่คุณพูดด้วยเมื่อคืนนี้คือ ไคลี่ย์ มินอฟ
จากประโยคข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประโยค you talked is Kylie Minogue. เป็นประโยคที่ตามหลัง relative pronoun คือ to whom กลายเป็น adjective clause ขยายคำนาม girl
        2. Big John whose job is an English academician and columnist at English Online Co., Ltd. has
           
written his English columns very well. 
      
บี๊ก จอห์น คนที่ทำงานเป็นนักวิชาการและคอลัมน์นิสต์ ที่บริษัท อิงลิช ออนไลน์ เขียนคอลัมน์ภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ
จากประโยคข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประโยค job is an English academician and columnist at English Online Co., Ltd. เป็นประโยคที่ตามหลัง relative pronoun คือ whose กลายเป็น adjective clause ขยาย/เติมเต็มประธาน Big John
2. Adjective clause จะอยู่หลัง Relative adverb ซึ่งก็ได้แก่ where, when, why
Ex.,
      1. Here is the place where Big John works so far.
                  
         ที่นี่เป็นที่ที่ บิ๊ก จอห์น ทำงานอยู่ในปัจจุบันนิ้
จากประโยคข้างต้นจะเห็นได้ว่า Big John works so far เป็นประโยคที่ตามหลัง relative adverb (บอกสถานที่) คือ where รวมกันกลายเป็น adjective clause
       2. Please tell me the time when Britney Spears’s new album will be on sale.
                          
 
          บอกผมได้ไหมว่าอัลบั้มใหม่ของบริทนีย์สเปียร์ จะออกวางแผงเมื่อไหร่
จากประโยคข้างต้นจะเห็นได้ว่า Britney Spears’s new album will be on sale เป็นประโยคที่ตามหลัง relative adverb (บอกเวลา) คือ when รวมกันกลายเป็น adjective clause ขยายคำนาม time 
       3. This is the reason why Big John dislikes teaching kids.
                   
 
            นี่คือเหตุผลว่าทำไม บิ๊กจอห์น ไม่ชอบการสอนเด็ก
จากประโยคข้างต้นจะเห็นได้ว่า Big John dislikes teaching kids เป็นประโยคที่ตามหลัง relative adverb (บอกเหตุผล) คือ why รวมกันกลายเป็น adjective clause ขยายคำนาม reason

Adverb clause
ประโยค Adverb clause ได้แก่ประโยคแฝงซึ่งทำหน้าที่อย่างคำวิเศษณ์ (Adverb) คำหนึ่ง ซึ่งหน้าที่ของคำวิเศษณ์นั้นก็คือ ขยาย (Modify) หรือ อธิบายกริยา (verb) คำคุณศัพท์ (adjective) และคำวิเศษณ์ (adverb) ด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น 
    I won’t go outdoors if it rains. 
     
        ผมจะไม่ออกไปข้างนอก ถ้าฝนตก
จากประโยคข้างต้น if it rains เป็น adverb clause (แสดงเงื่อนไข) ขยายกริยา won’t go 
    I was so burnt-out that I soon fell asleep. 
                 
   
ผมเหนื่อยอ่อน หมดแรง จนกระทั่งหลับไปในเวลาอันไม่นาน
จากประโยคข้างต้น that I soon fell asleep เป็น adverb clause ขยายคำคุณศัพท์ (Adj.) burnt-out
    He typed as fast as I did.
                 
       เขาพิมพ์ช้าเท่ากับผม
จากประโยค as I did เป็น adverb clause ขยายคำวิเศษณ์ fast

***หมายเหตุ นอกจากนี้เรายังสามารถแบ่งอนุประโยค (subordinate clause) ตามหน้าที่ในประโยค อีกแบบก็คือ 
     1. ทำหน้าที่เป็นประธาน (Subject clause)
     2. ทำหน้าที่เป็นส่วนรับคำกริยา (Predicative clause)
     3. ทำหน้าที่ประกอบคำนาม (Attributive clause)
     4. ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object)
     5. ทำหน้าเป็นคำวิเศษณ์ (Adverb) 
  
1. ทำหน้าที่เป็นประธาน (Subject clause) 
Ex.,
     What I should do just keep learning.
         สิ่งที่ผมควรจะทำก็แค่เรียนรู้ไปเรื่อยๆ
        What you do will benefit many teenagers later on.
        สิ่งที่คุณทำจะเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในภายหลัง
2. ทำหน้าที่เป็นส่วนรับคำกริยา (Predicative clause)
Ex.,
    Keeping learning is what you should do.
        การเรียนรู้ไปเรื่อยๆเป็นสิ่งที่คุณควรจะทำ
       This is what best I can do.
       นี่คือสิ่งที่ผมสามารถทำได้ดีที่สุดในขณะนี้
       I am who I am.
        ผมก็เป็นอย่างที่ผมเป็น
       We are not what we should be.
        เรามิได้เป็นอย่างที่เราควรจะเป็น
3. ทำหน้าที่ประกอบคำนาม (Attributive clause) 
Ex.,
       This is the place where Britney Spears perform her live concert.
               
        นี่คือที่ที่บริทนีย์สเปียร์ แสดงคอนเสริต์
4. ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object)
Ex.,
 
     You can write what you want to write.
     คุณสามารถเขียนอะไรก็ได้ที่คุณต้องการจะเขียน 

จากประโยค what you want to write เป็นกรรมของกริยา write
     She likes what he hates.
      หล่อนเกลียดสิ่งที่เขาชอบ 
จากประโยคข้างต้น what he hates เป็นกรรมของกริยา like
      She may believe in what I told her.
      เธออาจจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูด
จากประโยคข้างต้น what I told her เป็นบุรพบท in
5. ทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์ (Adverb) 
Ex.,
      I talked to Sarah when you were out. 
        
       ผมได้พูดกับซาร่าห์เมื่อคุณไม่อยู่ 
จากประโยค when you were out เป็น adv.cl. ขยายกริยา talk
       Kelly will chatter with him when he stays online through MSN chatting room. 
                               
       เคลลี่จะสนทนากับเขาเมื่อเขาออนเอ็ม
จากประโยค when he stays online through MSN chatting room เป็น adv.cl. ขยาย chatter
อลัน: อาจารย์ครับ แล้วถ้าเราจะรวมประโยคด้วย Relative pronoun นั้นเราจะทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไรครับ
  อาจารย์ จอห์น: การรวมประโยคด้วย Relative Pronoun อาทิเช่น who, which, whom, that นั้นเราทำได้ดังนี้ครับ
1. ก่อนอื่นก็ต้องหาคำนามหรือสรรพนามที่ปรากฏอยู่ทั้ง 2 ประโยค ถ้าเป็นคำนามจะพบได้ง่าย เพราะคำนามจะปรากฏเห็นได้เด่นชัดใน 2 ประโยค ถ้าเป็นคำสรรพนาม นั้นเราจะต้องพิจารณาดูว่าสรรพนามตัวใดที่ใช้แทนคำนามในอีกประโยคหนึ่งได้ เมื่อพบคำนามหรือคำสรรพนามที่มีการกล่าวซ้ำและหมายถึงสิ่งเดียวกันในทั้ง 2 ประโยคแล้ว ให้ขีดเส้นใต้คำดังกล่าวเป็นอันดับแรก ตัวอย่างเช่น

Ex.1, The laptop is really outstanding, trendy, beautiful and reasonable.
           คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กเครื่องนี้มีลักษณะโดดเด่น นำสมัย สวยโฉบเฉี่ยว ราคาสมเหตุสมผลจริงๆ
            The laptop belongs to my colleague.
             คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กเครื่องนี้เป็นของเพื่อนร่วมงานของผม
Ex.2, She saw him wooing the girls.
            หล่อนเห็นเขาจีบสาว 
     They were cute and attractive.
           พวกเธอน่ารักและก็น่าดึงดูด

2. ให้พิจารณาต่อไปว่าคำที่กล่าวซ้ำที่ปรากฏอยู่ในประโยคนั้นเป็นบุคคลหรือไม่ใช่บุคคล ถ้าเป็น “คน” ให้ใช้ “who” แต่ถ้าไม่ใช่บุคคลให้แทนด้วย “which” โดยนำไปแทนที่ประโยคใดประโยคหนึ่ง ในกรณีคำที่กล่าวซ้ำเป็นคำสรรพนามให้นำ “who” หรือ “which” ไปแทนคำสรรพนามในประโยคนั้นๆ
Ex.1, The laptop is really outstanding, trendy, beautiful and reasonable, 
      Which belongs to my colleague.
Ex.2, She saw him wooing the girls,
      who were cute and attractive.
3. เมื่อแทนที่คำที่กล่าวซ้ำด้วย “who” และ “which” แล้วให้รวมประโยคด้วยการลอกคำกล่าวซ้ำ (คำที่ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย “who” และ “which”)
Ex.1, The laptop
Ex.2, She saw him wooing the girls.
Ex.1, “The laptop”
นั้นอยู่ต้นประโยคอยู่แล้วให้ลอกคำนี้มาได้เลย ก็จะได้ “The laptop”
Ex.2,
“The girls” นั้นอยู่ท้ายประโยค แต่ตามกฏต้องเริ่มลอกจากส่วนต้นของประโยคจนถึงคำที่ซ้ำกัน ก็จะได้เป็น “She saw him wooing the girls”

4.ต่อมาให้นำเอา “who” หรือ “which” ในอีกประโยคหนึ่งขึ้นมาเขียนต่อท้ายคำนามที่ลอกไว้ในข้อ 3 พร้อมกับประโยคที่อยู่หลัง Relative pronoun “who” หรือ “which” ทั้งหมด ก็จะได้
Ex.1, The laptop which belongs to my colleague.
Ex.2, She saw him wooing the girls who were cute and attractive .
***ส่วนที่นำมาเขียนตามหลัง คำนาม laptop กับ girls นั้นเป็น adjective clause

5.เมื่อทำขั้นตอนที่ 4 เสร็จให้นำเอาส่วนที่เหลือของประโยคที่ไม่ถูกแทนทีด้วย “who” หรือ “which” มาเติมข้างหลัง Adjective clause (ถ้ามี) ก็จะได้
Ex.1, The laptop which belongs to my colleague is really outstanding, trendy, beautiful and reasonable.
Ex.2, She saw him wooing the girls who were cute and attractive.
ในตัวอย่างที่ 2 นั้นมีความสมบูรณ์อยู่แล้วตั้งแต่ขั้นตอนที่ 4 ฉะนั้นจึงไม่ต้องมีส่วนขยายเพิ่มเติม

6.เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้ว ควรจะมีการตรวจทานดูเพื่อความมั่นใจว่าประโยคที่รวมนั้นถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ กล่าวคือประโยคที่รวมแล้วจะต้องได้ใจความสมบูรณ์และคำ “which” หรือ “who” จะต้องอยู่หลังคำนามที่เหมือนกันในประโยคใหม่ที่รวมแล้ว
Ex.1, The laptop which belongs to my colleague is really outstanding, trendy, beautiful and reasonable.
             
             คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นของเพื่อนร่วมงานของผม มีลักษณะโดดเด่น นำสมัย สวยโฉบเฉี่ยว ราคาสมเหตุสมผลจริงๆ
ภาควิเคราะห์
     1.ประโยคมีความสมบูรณ์ เหมือนกับประโยคย่อย 2 ประโยคที่ยังไม่ได้รวม
     2. คำว่า “which” ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทน “The laptop”อยู่ติดกับคำที่เหมือนกันก็คือ “The laptop” แสดงว่าประโยคนี้ถูกหลักไวยากรณ์

Ex.2, She saw him wooing the girls who were cute and attractive
                                  
            หล่อนเห็นเขาจีบสาว คนที่น่ารัก และก็ดึงดูดความสนใจ
ภาควิเคราะห์
     1. ประโยคนี้ได้ใจความสนบูรณ์เหมือนกับประโยคย่อย 2 ประโยคแรกที่ยังไม่ได้รวม
     2. คำว่า “who” อยู่ต่อจากคำว่า “The girls” ตามกฏที่แสดงวว่าประโยคนี้ถูกตามหลักไวยากรณ์
   
             กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
                                  ****สัญญาณกริ่งหมดเวลา****
อาจารย์จอห์น: น่าเสียดายจริงๆ หมดเวลาแล้ว แต่เรื่องขั้นตอนและวิธีการรวมประโยค Complex sentence โดยใช้ Relative pronoun ยังไม่จบแค่นี้ อาจารย์ขอยกยอดไปอธิบายรายละเอียดต่อสัปดาห์หน้าละกันน๊ะครับ ท้ายนี้อาจารย์ขอให้พวกเราทุกคนกลับไปทบทวน ที่เราเรียนวันนี้ พร้อมทั้งทำแบบฝึกหัดที่อาจารย์จะให้ดังต่อไปนี้ ให้ทุกคน คลิ๊กพร้อมกันที่ Assignment for you เพื่อดูรายละเอียดพร้อมกันเลยครับ 

                                             Click on right here 
               Assignment for you

  

Comment Form
Name  : 
Email  : 
Comment  : 
Verify Code  : 

  Page :     1  

  Reply Number : 3 26 ธันวาคม 2554 - 19:46:39  
 
very good
 
 
  By Anucha - [ mario-ae(at)hotmail.com ]  

  Reply Number : 2 25 มกราคม 2554 - 09:52:24  
 
Yor're welcome!
 
 
  By Big John - [ foolmoon3000(at)gmail.com ]  

  Reply Number : 1 25 มกราคม 2554 - 09:42:24  
 
Thk kub aj John
 
 
  By Arm - [ arm_chair(at)HOTMAIL.COM ]  


 



เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 3031778993 ผู้ประกอบการพานิชย์อิเล็คทรอนิกส์เลขที่ 0105548060561
Copyright © 2008 By English Online Co.,Ltd. All rights reserved.

Academician   |   Webmaster / Columnists   |   Mail

hit counter script