EOL System | ทดสอบภาษาอังกฤษ แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน


    ขอดเกร็ดคำฮิตติดปาก (ตอนที่ 17)
Home  » Proverbs/Slang/Idioms  »  ขอดเกร็ดคำฮิตติดปาก (ตอนที่ 17)
Headline : คุณรู้จักคำเหล่านี้หรือไม่!
Date : 25   สิงหาคม   2559
View : 1088
By BlackPipe
  

ขอดเกร็ดคำฮิตติดปาก
(ตอนที่ 17)

Hugh Hefner

คราวก่อนในคอลัมน์นี้ได้เขียนถึง"นักมายากลตัวพ่อ"ไปแล้ว คงไม่ว่ากันหากจะขอแนะนำให้ได้รู้จัก"เพลย์บอยตัวพ่อ" อีกสักคน รายโน้นน่ะขึ้นสวรรค์ไปนานแล้ว แต่รายหลังนี่ไม่เพียงแต่ยังอยู่ดีครบอาการ 32 ว่ากันว่ายัง "เตะปี๊บ" ดังจนหนุ่มๆ รายยังแอบอิจฉาเลย บุรษผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก  Hugh Hefner เพลย์บอยตัวพ่อ ปัจจุบันอายุอานามปาเข้าไป 90 ปีแล้ว (ถึงตอนนี้ชักไม่แน่ใจว่าควรเรียก"ป๋าฮิวจ์" หรือ"ปู่ฮิวจ์" ดีถึงจะเหมาะ) เขาคือผู้ก่อตั้งนิตยสาร  Playboy อันแสนอื้อฉาวมาตั้งแต่ปี 1953 ซึ่งนิตยสารนี้ก็ยืนยาวมากว่าหกทศวรรษแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น Playboy เป็นนิตยสารที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านที่เป็นชายหนุ่มเมืองกรุงที่มีฐานะดี นิตยสารเล่มนี้สนับสนุนวิถีชีวิต(lifestyle) ที่เน้นเสรีภาพทางเพศแบบสุดๆ (extreme sexual permissiveness) อย่างที่เราพอจะทราบๆ กัน จุดขายของ Playboy นั้นอยู่ที่การนำเสนอภาพโป๊เปลือยของบรรดาสาวสวยและโฆษณาสินค้าหลากหลายเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้อ่านดังที่กล่าวแล้ว หากพูดถึงป๋าฮิวจ์และ Playboyแล้ว ย่อมทำให้หลายคนนึกถึงสัญลักษณ์ที่เป็นหัวเจ้ากระต่ายบันนี่ (Bunny) ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้า(trademark) ของอาณาจักรธุรกิจ Playboy นั่นเอง อีกทั้ง Bunny ยังหมายถึง บรรดาสาวสวยที่ป๋าฮิวจ์ให้แต่งชุดคล้ายกระต่ายอันเป็นที่รู้จักกันในนาม"นางกระต่ายบันนี่" ในเวลาต่อมา โดยสาวๆ พวกนี้จะทำหน้าที่ให้บริการใน Playboy Club อันเป็นคลับที่ป๋าแกตั้งขึ้นหลายแห่งในอดีตนั่นเอง แต่ในปัจจุบันคลับพวกนี้ปิดตัวไปหมดแล้ว

 

whistle stop

แล้วเพื่อให้เข้าบรรยากาศที่ประเทศพี่เบิ้มอเมริกากำลังอยู่ในเทศกาลรณรงค์หาเสียงเพื่อแข่งขันชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อแทนนายบารัก โอบาม่าที่กำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงปลายปี 2016 นี้ คำนี้ก็เลยยังคงวนเวียนอยู่ในเมืองลุงแซมแดนมะกันอยู่ ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็ให้นึกถึงคำว่า bus stop ซึ่งแปลว่า ป้ายรถเมล์ แต่ whistle stop ใหญ่กว่าป้ายรถเมล์มากมายนัก เนื่องจากมันหมายถึง เมืองใดๆ ก็ตามในอเมริกา ทว่าเป็นเมืองที่มันเล็กเกินไปหรือที่สำคัญน้อยเกินไปที่แม้แต่ขบวนรถไฟที่วิ่งตามตารางปกติจะจอดรับส่งผู้โดยสาร ถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะหมายถึงสถานีที่แม้แต่รถไฟชั้น 3 ยังไม่จอดอะไรทำนองนั้นนั่นแหละ ทีนี้หากผู้โดยสารที่มากับขบวนรถต้องการจะลงที่สถานีพวกนี้จะทำกันอย่างไร ตรงนี้แหละคือที่มาของเจ้าชื่อนี้ พวกเขาก็แค่ไปบอกพนักงานเดินตั๋วของรถไฟให้ทราบก่อน จากนั้นพนักงานฯ ก็จะกระตุกสายสัญญาณในตัวรถเพื่อแจ้งให้คนขับรถไฟได้ทราบ ทีนี้คนขับรถไฟก็จะตอบรับด้วยการเปิดหวูดรถไฟ 2 ครั้ง (whistle) เท่านี้ก็เป็นอันรู้กันว่าจะมีผู้โดยสารจะลงในสถานีดังกล่าว เมืองเหล่านี้จึงถูกขนานนามว่าเป็น whistle stop ไง สมัยก่อนอดีตประธานาธิบดี แฮรี่ เอส ทรูแมนเคยหักปากกาบรรดาเซียนการเมืองที่ชอบทำนายทายทักผลการเลือกตั้งในครั้งที่เขาลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1948  ซึ่งเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่างโธมัส ดิวอี้ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ด้วยกลยุทธ์การปราศรัยจากโบกี้รถไฟตามเมืองเล็กเมืองน้อย หรือ whistle stop พวกนี้จำนวนนับไม่ถ้วนนี่เอง

 

hippies

บ้านเราเรียก"ฮิปปี้" ทับศัพท์ไปเลย แม้จะเป็นออกแนวย้อนยุคไปสักหน่อยแต่ก็ควรค่าแก่การบันทึกไว้ คำนี้หมายถึง พวกหนุ่มสาวในยุคทศวรรษ 1960 ที่นิยมวัฒนธรรมแนวทวนกระแสในสมัยนั้น สังเกตได้จากการที่พวกนี้มักจะไว้ผมยาว แต่งตัวออกแนว"ซกมก" ดูสกปรก ซอมซ่อ มักสุมหัวกันอยู่ตามชุมชนแถบนอกเมืองหรือที่เรียกว่า commune แล้วที่ต้องถือว่าแย่ก็คือ คนพวกนี้นิยมเสพยาประเภทหลอนประสาทหรือที่ฝรั่งเรียกว่า psychedelic drug พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกภายนอกเพื่อบ่งบอกถึงการปฏิเสธสังคมแบบดั้งเดิมในสมัยนั้นนั่นเอง พวกเขายึดถือความรัก(love) กับสันติภาพ(peace) เป็นคำขวัญประจำใจ

 

flower children

คำนี้ต้องยอมรับว่าเป็น"ลูกติดพัน" มาจากคำข้างบน บางคนเรียกพวก hippies อีกอย่างหนึ่งว่า"บุปผาชน" เดาว่าคงมาจากคำๆ นี้เอง เพราะมันหมายถึง บรรดาฮิปปี้ที่ยังอายุน้อยๆ ในท่ามกลางวัฒนธรรมแบบทวนกระแสแห่งทศวรรษ 1960 ผู้มักจะเป็นฝ่ายหยิบยื่นดอกไม้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความเชื่อของพวกเขาในแนวทางของสันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง โดยมีคำขวัญประจำกลุ่มของพวกเขาว่า Make love, not war. หรือ"รักกันไว้ ไม่รบกัน" อะไรประมาณนั้น

++++++++++++